แนะนำเทคนิคพิชิตการสอบ TOEIC

               ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา SIT ก่อนจะจบได้ จะต้องผ่านด่านมาตรฐานภาษาอังกฤษตัวใดตัวหนึ่งตามมาตรฐานการสอบแบบสากลต่างๆ เช่น TOEFL  IELS TOEIC เป็นต้น ด้วยเกณฑ์ที่คณะฯ กำหนดไว้ ยกตัวอย่างถ้าสอบ TOEIC  ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 600 คะแนน เป็นต้น   แม้นักศึกษาหลายคนจะบ่นว่าโหดเอาเรื่อง แต่ก็เข้าใจในเจตนารมย์ของ SIT ที่ต้องการให้นักศึกษาที่จะก้าวออกไปเป็นมหาบัณฑิตมีมาตรฐานทางด้านภาษาในขั้นที่สามารถแข่งขันในโลกของการทำงานจริงได้  เพราะหลายคนที่จบออกไปต่างยืนยันว่าการต้องสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษนั้นหนักจริง แต่ผลที่ได้ก็ย้อนมาตอบแทนในชีวิตการทำงานได้ดีอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน

 

               ภูมินทร์ ตัณฑสถิตยานนท์  นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (ภาคเสาร์ –  อาทิตย์) หนึ่งในนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของ SIT ที่แม้จะยืนยันว่าการเตรียมตัวสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษนั้นไม่ยากอย่างที่คิด  เพราะมีพื้นฐานมาดีอยู่แล้ว แต่ก็ช่วยสนับสนุนอีกแรงว่ามาตรฐานภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นสำหรับการศึกษาในระดับสูง และยังเป็นประโยชน์สำหรับคนที่จะต่อยอดในการทำงานให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก

 

                การสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษ TOEIC ได้คะแนนเต็ม คงยืนยันได้ถึงความสามารถของภูมินทร์ และความพร้อมในการสอบของเขา Life on Campus ชวนเขามาพูดคุยแลกเปลี่ยน และเล่าประสบการณ์ดีๆ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษสำหรับอีกหลายๆ คนที่ยังคงพยายามเอาชนะมันให้ได้ และต่อสู้เพื่อผ่านเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

 

รู้จักกันสักนิด

               ปัจจุบันคุณภูมินทร์ ตัณฑสถิตยานนท์  ทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง IT Security Specialist  และเป็นคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างดี เพราะได้มีโอกาสเรียนตามสถาบันต่างๆ อยู่ 2-3 ปี ในช่วงเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ รวมทั้งยังมีโอกาสได้ใช้งานภาษาอังกฤษในการทำงานอยู่เป็นประจำ ถ้าพร้อมแล้วเราลองไปติดตามเทคนิคและวิธีการในการเตรียมความพร้อมในการสอบและการทำข้อสอบ รวมถึงคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากคุณภูมินทร์กันครับ

 

 

 

ทำความรู้จักกับมาตรฐานภาษาอังกฤษ TOEIC

              ผมขอออกตัวก่อนว่าวิธีการเตรียมตัวสอบของผมนั้นอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะเชื่อว่าแต่ละคนมีพื้นฐานหรือความถนัดแตกต่างกันไป ตัวผมมีพื้นฐานทางด้านภาษาอังกฤษอยู่บ้าง จากการเรียนตามสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะคอร์ส TOEFL iBT รวมไปถึงได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานอยู่เป็นระยะๆ ส่วนในการเตรียมตัวสอบนั้น ผมจะซื้อหนังสือ TOEIC มาเล่มนึง แล้วลองทำข้อสอบจนหมดทั้งเล่มที่มีประมาณ 3 ชุด  พอมั่นใจแล้วก็ไปสอบเลย  ดังนั้นการฝึกทำข้อสอบกับมาตรฐานภาษาอังกฤษตัวที่จะสอบนั้นมีความสำคัญช่วยให้มั่นใจได้

 

                การสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษของคณะนั้นสามารถยื่นได้หลายตัว โดยส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจว่าคงหาคนไปสอบ TOEFL iBT เพื่อมายื่นจบนั้นยากครับ  ในมุมมองของผมจึงคิดว่า TOEIC เป็นข้อสอบที่ง่ายที่สุด และยังมีข้อดีอีกหลายๆ อย่าง ผมจึงอยากแนะนำให้หลายๆ คนเลือกมาตรฐานตัวนี้ครับ  ผมขอสรุปข้อดีของ TOEIC ดังนี้นะครับ

               - เป้าหมายในการสอบ TOEIC เป็นการวัดความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษในเชิงการทำงานมากกว่า  ตัวคำศัพท์ก็ไม่ได้ยากมาก สามารถพบได้จริงในชีวิตการทำงานทั่วๆ ไป
               - ผลสอบ TOEIC สามารถยื่นประกอบใช้ในการสมัครงานได้ด้วย และเป็นมาตรฐานด้านภาษาของหลายๆ ที่ครับ
               - Reading Passage ไม่ยาวมาก จนสมาธิหลุดและฟุ้งซ่านไปกับคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ถ้าไม่เชื่อลองหาข้อสอบ TOEFL iBT มาเทียบดูได้ครับ
               - เป็นข้อสอบที่วัดแต่ในส่วนของ Passive Skills คือเน้นไปที่การอ่าน การฟังมากกว่า

 

ปรับวิธีคิดก่อนเตรียมตัวสอบ TOEIC

                ถ้าจะให้แนะนำการเตรียมตัวแบบถูกหลักการจริงๆ ก็คงต้องบอกเหมือนกับที่ได้ยินกันจนหลายๆ คนอาจจะเบื่อแล้วก็ได้  คือคงต้องฝึกอ่าน ฟัง พูด เขียน ให้เยอะที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผมเองค่อนข้างอคติกับคนที่บอกว่าให้ไปดูหนัง Soundtrack โดยไม่ดู Subtitle หรือฟังเพลงไปเรื่อยๆจนฟังออก แม้หลายคนอาจใช้วิธีนี้ได้ผลมากกว่า ถ้าจะให้เสริมจริงๆ ผมมองว่าการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีเหมือนกับการสร้างบ้าน ยังไงคุณก็ต้องการพื้นฐานที่ดีซึ่งก็คือ Grammar ก่อน เมื่อคุณแม่น Grammar แล้วค่อยเสริม Vocab และส่วนอื่นๆ เข้าไป ทีนี้เวลาฟังเพลงหรือดูหนังคุณก็จะรู้สึกเข้าใจได้ง่ายขึ้น หลายๆ ครั้งอาจรู้สึกว่า “อ่อ! คำนี้เคยได้ยิน” ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร? อย่างน้อยคุณก็พอจะสะกดมันถูกเพื่อจะหาความหมายมันต่อไปครับ

 

                 หลายคนอาจจะบอกว่าผมมีพื้นฐานมาแล้ว การสอบก็คงไม่ยาก จริงๆ แล้วผมก็รู้สึกเหมือนทุกคนแหละครับ ก็เคยผ่านจุดที่ลำบากและก็ต้องพยายามมาเหมือนกันครับ  ผมแนะนำทางลัดแบบ Shortcut  สำหรับหลายๆ คนที่ยังไม่มีพื้นฐาน หรือแบบที่เจอภาษาอังกฤษสักย่อหน้าหนึ่ง ก็รู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม ผมยืนยันนะครับว่า ผมเองก็เคยเป็นและอาการอาจจะหนักกว่าหลายๆ คนด้วยซ้ำ

 

                  ให้คิดซะว่ามันเหมือนกับการว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานครับ แรกๆ มันก็ยากจนคุณอาจจะท้อ แต่พอคุณพยายาม คุณก็จะเริ่มชินและในที่สุดก็จะจับหลักการของมันได้ ที่เหลือก็ไม่ยากแล้วล่ะครับ  ลองพยายามหาแรงบันดาลใจที่จะทำให้คุณเริ่มใช้ชีวิตกับภาษาอังกฤษมากขึ้นดูครับ นอกจากเรื่องเรียนเพิ่มเติม ลองเริ่มกับอะไรที่คุณชอบหรือสนใจที่บางคนอาจจะมองว่ามันไร้สาระก็ได้ อย่างผมชอบพวก Gadget ช่วงแรกๆ ก็จะหา Keynote ของ Apple มานั่งดู แม้ว่าดูเสร็จแล้วจะเสียเงินทุกทีก็ตาม  หรือหาการ์ตูนแปลอังกฤษมานั่งอ่านอยู่เรื่อยๆ ครับ

 

เจาะลึกการเตรียมตัวสอบ TOEIC

                   ผมเชื่อว่าทางลัดจริงๆ ที่จะให้คุณอ่านแค่บทความนี้  ถึงแม้จะลองทำตามแล้ว  วันรุ่งขึ้นไปสอบ TOEIC จะสอบผ่านเลยนั้น  คงเป็นไปได้ยากครับ  เพราะมันก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ควรจะเริ่มต้นแบบจริงจัง และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอครับ  ถ้าจะให้แนะนำการเตรียมตัวกับการไปสอบ TOEIC แล้วให้ได้ผล ผมอยากจะแนะนำแบบนี้ครับ

 

                  1)  ทำความเข้าใจโครงสร้างของข้อสอบครับ ข้อสอบ TOEIC เองแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Listening และ Reading แต่ละส่วนนั้น ก็มีย่อยลงไปอีก ทำความเข้าใจว่าแต่ละส่วนคุณต้องทำอะไรบ้าง “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” คำกล่าวนี้ยังใช้ได้เสมอครับ ลองดูว่าส่วนไหนเป็นอุปสรรคกับคุณมากที่สุด ส่วนไหนที่คุณเกลียดมากที่สุด ส่วนนั้นแหละครับที่คุณต้องพัฒนาเพิ่มเติม

                  2)  ทำข้อสอบให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ ทุกครั้งที่ทำเสร็จ ต้องวิเคราะห์ข้อที่ผิด (รวมถึงข้อที่มั่วถูก) ว่าคำตอบที่ถูกต้องเป็นอย่างไร? เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปครับ วิธีนี้จะมองว่าเป็นทางลัดกลายๆ ก็ได้ เพราะคุณอาจจะไม่ได้เริ่มศึกษาจากพื้นฐานโดยตรง แต่มาศึกษาจากความผิดพลาดและความไม่รู้แทนครับ

                  3)  ถ้ามีไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชน จะลองใช้หนังสือเตรียมสอบที่เป็นอังกฤษล้วนก็ดีมากครับ อย่างของ Barron เอง หลายๆ คนก็แนะนำให้ใช้เหมือนกัน

                  4)  อย่าท้อและกลับไปซ้อมทำข้อสอบต่อครับ :-)

 

เทคนิคเมื่อทำข้อสอบ TOEIC

                  เตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว ก็อยากแนะนำเทคนิคเพิ่มเติมในการทำข้อสอบโดยรวมๆ ตามนี้นะครับ

                  1)   “Tackle” ข้อสอบ: ปัญหาที่พบมากที่สุดในการสอบ TOEIC ก็คือทำไม่ทันครับ ปัญหานี้จะเจอใน Part Reading เป็นพิเศษเพราะ Part Listening คุณฟังเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ต้องมั่วไปเลย ไม่ได้อวดเก่งหรือยกตนข่มท่านนะครับ ผมไม่มีปัญหาในการทำข้อสอบ Part Reading ไม่ทัน ยังมีเวลาออกไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมาทวนอีกรอบนึงด้วยซ้ำ การทำข้อสอบที่ดีคุณต้อง “Tackle” ข้อสอบครับ จะมานั่งฟัง Listening หรือ Reading Passage ให้จบก่อนก็ใช่ที่ อ่านคำถามหรือตัวเลือกในคำถามแต่ละข้อก่อนครับ ยกตัวอย่างเช่น

                          a.  ข้อสอบ Listening ที่จะถามหลังจากจบ Conversation หนึ่งๆ จะมีข้อสอบ สามหรือสี่ข้อถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง? แล้วคุณจะทราบไหมครับว่าเค้าจะถามตรงไหน บางทีตอนฟังน่ะเข้าใจ แต่ตอนจะตอบคำถามดันลืมไปซะเฉยๆ ซะอย่างนั้น วิธีแก้ไม่ยากครับ อ่านพวกคำถามก่อนเลยว่าสิ่งที่เราจะฟังต่อไปนี้เค้าจะถามอะไรบ้าง ตอนฟังๆ อยู่แล้วถึงตอนที่ตรงกับข้อสอบที่ถาม ก็ให้รีบมาตอบหรือจด note ไว้ว่ามันเกี่ยวกับอะไรก็ยังดีครับ ในช่วง Listening อาจจะกดดันนิดนึง พยายามทำในแต่ละข้อให้ไวที่สุด เพื่อคุณจะได้มีเวลาอ่านคำถามหรือคำตอบของข้อต่อไป

                          b.  ลักษณะของ Reading จะใช้วิธีการเหมือนกันครับ โดยเฉพาะ Part หลังสุดที่เป็น Passage ยาวๆ  อ่านโจทย์ก่อนเลยครับ พอมาไล่อ่าน Passage แล้วเจอสิ่งที่เค้าจะถาม จะได้ตอบทันที ข้อดีของ TOEIC คือมี Reading  ไม่ยาว และที่สำคัญคือโจทย์มักจะตรงไปตรงมา ไม่หลอกหรือต้องตีความเหมือนที่เจอใน TOEFL iBT ครับ หากไม่เชื่อ แนะนำให้ไปลองทำดูครับ

                     2)  ใช้เวลาในช่วงอธิบาย Instruction ในการทำตามข้อแนะนำข้างบนครับ ข้อสอบ TOEIC ไม่เปลี่ยน Format ง่ายๆ แน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเตรียมตัวมาดี เข้าใจสิ่งที่ต้องทำในแต่ละ Part ก็เตรียมอ่านคำถามต่อไปได้เลยครับ ไม่ต้องมาเสียเวลาฟังคำอธิบายให้เวียนหัว (แต่ต้องกลับมาฟังคำถามให้ทันนะครับ เดี๋ยวจะอ่านเพลิน)

                     3)  ทำ Short note ในการฟังหรืออ่าน วิธีนี้เป็นวิธีดั้งเดิมที่สุด ใช้ได้กับหลายๆ คน แต่ผมไม่ชอบทำเท่าไรและข้อสอบ TOEIC เอง ใช้การ Tackle ก็พอแล้ว แต่ถ้าใครถนัดจะใช้วิธีนี้ก็ได้ไม่ว่ากันครับ สำหรับกันลืม ลองฝึกดูครับ

                     4)  ใช้สมองซีกขวา อันนี้ตอนผมเรียนที่ Fast English ก็งงๆ ว่ามันใช้ยังไง อธิบายง่ายๆ คือเวลาฟังหรืออ่านให้นึกภาพตามครับ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนึกภาพตามจะทำให้คุณเข้าใจและจำได้ง่ายกว่าการบันทึกเป็นข้อความไว้เยอะมากครับ ลองทำตามเวลาฝึกทำข้อสอบและใช้เวลาสอบจริงดูครับ

                     5)  มีศิลปะในการเดาครับ ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิดแน่นอน ตอนผมสอบก็มีเดาบ้างเหมือนกัน ยอมรับอย่างไม่อายว่าบางข้อที่ตอบเองก็ไม่มั่นใจ 50/50 ครับ สิ่งที่คุณควรทำก็เหมือนกับการสอบวิชาอื่นๆ หากเป็นไปได้ให้ตัด Choice ที่เป็นไปไม่ได้ทิ้งก่อน จากนั้นเลือกข้อที่ดูเข้าทีที่สุดไปก่อนแล้วค่อยกลับมาทวนอีกทีครับ (ซึ่ง Listening คงกลับมาทวนไม่ได้) อย่าเสียเวลานึกมากครับ ผมเชื่อว่าอารมณ์นั้นถ้าไม่รู้ นั่งคิดไปปวดหัวยังไง ก็ไม่มีประโยชน์ มิหนำซ้ำจะทำให้คุณเสียเวลาไม่ได้ทำข้อที่คุณทำได้ก็ได้ ตอบไปเลยครับ ข้อสอบ TOEIC ไม่มีผิดติดลบ  เหมือนบางวิชาที่เราเรียนตอนป.โทอีกด้วย  แถมคุณยังไม่ต้องกาข้อ 5 แล้วไปเขียนคำตอบที่ถูกท้ายเล่มด้วยครับ

 

คำแนะนำและกำลังใจทิ้งท้ายสำหรับทุกคน

                พยายามสอบให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่งครับ ผมรู้จักกับพี่คนนึงที่เรียนจบแล้ว แต่ติดแค่มาตรฐานภาษาอังกฤษ จนสุดท้ายเค้าท้อแล้วไม่ได้ปริญญาครับ ถ้าคุณยังไม่ได้เตรียมตัวตามที่แนะนำกันข้างต้น จะลองไปทดสอบดูสักครั้งเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจก็ดีครับ  พยายามวางตารางให้สอบอยู่เรื่อยๆ ถ้าคุณเริ่มเสียดายเงินและไม่ท้อไปซะก่อน ก็จะมีไฟในการเตรียมตัวมากขึ้นครับ

                สิ่งที่อยากฝากจริงๆ ก็คือผมเชื่อว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงานด้าน IT ครับ ถ้าคุณอยากศึกษาอะไรลึกๆ ไม่มีหนังสือภาษาไทยให้คุณอ่านหรอกครับ เชื่อเถอะครับว่าคนที่จบเมืองนอก แต่ภาษาอังกฤษไม่ดีก็มีอยู่ถมไป ถ้าวันนี้คุณพยายามมากอีกหน่อยคุณอาจจะเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมากกว่าหลายๆ คน โดยไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

 

               อย่างที่คุณภูมินทร์บอกไว้ล่ะครับ  แม้จะศึกษาเทคนิควิธีการ เตรียมตัวสอบจากหลายๆ ที่ หลายๆ อาจารย์ มากแค่ไหน สุดท้ายการพัฒนาภาษาอังกฤษ ก็คงต้องใช้เวลาและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมออีกด้วย  ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเริ่มมันเมื่อไหร่ และทุ่มเทกับมันมากน้อยแค่ไหน ผลมันก็จะแสดงออกมาให้เห็นจากการสอบนั่นล่ะครับ  ลองนำเทคนิคของคุณภูมินทร์ไปใช้กันดูนะครับ และฝึก ฝึก ฝึก ให้เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า Practice makes perfect