ศิษย์จะดี เพราะมี “ครู”

                ในสมัยโบราณนั้นการ “ไหว้ครู” เป็นพิธีที่เกิดขึ้นในแวดวงนาฎศิลป์ เพื่อแสดงออกถึงสำนึกที่ดีงาม และความเคารพกตเวทีแด่ท่านบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้  ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เริ่มจัดพิธีการไหว้ครูโขน-ละคร ในพระราชวังขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2397 ส่วนการไหว้ครูนอกพระราชวังนั้นเริ่มมีมานานแล้ว และปฏิบัติกันเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ถือว่าเป็นวัฒนธรรมไทยแบบหนึ่ง เป็นขนบธรรมเนียมที่ดีงาม แสดงออกถึงการมีกิริยามารยาท สัมมาคารวะของผู้เป็นศิษย์ ให้มีนิสัยอ่อนโยน ให้ยึดมั่นรักษาคุณความดี รักษาวิทยาการสืบเนื่องต่อไปด้วยดี  เพราะมี “ครู” ผู้เสียสละ เป็นต้นแบบ

 

                เชื่อกันว่าการมีครูคอยอบรมสั่งสอนนั้น  ประเสริฐกว่าการต้องเรียนรู้อย่างโดดเดี่ยว ที่อาจเสี่ยงต่อการได้ความรู้ที่ผิดๆ และการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง  เพราะคนเป็นครูนอกจากจะสั่งสอน ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แล้ว ผู้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู จะส่งผ่านความรัก ความผูกพันธ์ และคุณงามความดีต่อไปยังศิษย์ให้ได้ตระหนัก และระลึกอยู่ตลอดเวลาว่าควรนำวิชาการความรู้ที่ได้รับมานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่าสูงสุด  ใช้ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม และดีงามได้อย่างไร  นับเป็นการส่งต่อคุณงามความดีไม่มีที่สิ้นสุด  จนอาจกล่าวได้ว่าศิษย์จะดี เพราะมีครูนั่นเอง

 

                Life on Campus จะพาไปสัมผัสมุมมองต่างๆ ต่อความสำคัญของพิธีไหว้ครูในปัจจุบัน ว่ายังมีความหมายมากน้อยเพียงใด  และยังคงมีคุณค่าในหัวใจคนรุ่นใหม่อยู่หรือไม่  ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างทุกวันนี้

 

ไหว้ครูไปเพื่ออะไร

              โดยทั่วไปแล้วพิธีไหว้ครูในปัจจุบันจะจัดขึ้นตามสถาบันการศึกษา เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย ฯลฯ โดยมักจะเลือกวันพฤหัสบดีประมาณสัปดาห์ที่สองของการเปิดภาคเรียน เหตุที่ต้องเป็นวันพฤหัสบดีนั้น เพราะเชื่อกันว่าพระพฤหัสบดีเป็นเทพที่ส่งเสริมวิทยาการและความเฉลียวฉลาด ซึ่งเป็นคุณสมบัติของครู   และการไหว้ครูนั้นเป็นการแสดงความเคารพกตเวทีแด่คนที่ถือว่าเป็นครู ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ เพื่อจะได้มีความรู้ติดตัว นำไปใช้ประกอบอาชีพ หรือเพื่อสร้างความรู้และความคิด ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกันปวารณาตัวรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ มานะอดทน  เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการศึกษาตามที่ได้ตั้งใจไว้นั่นเอง

 

                อาจารย์ทวีรักษ์  เจียมวรกุลชัย  ครูแนะแนวโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม พูดถึงความสำคัญของพิธีการไหว้ครูว่า “การจัดพิธีไหว้ครูขึ้นมานั้นมีจุดประสงค์หลักๆ คือ ข้อแรกเพื่อให้นักเรียนทุกคนมีความสามัคคีภายในห้องเรียน ส่วนข้อที่สองก็เพื่อให้นักเรียนระลึกถึงพระคุณของคุณครูและรู้จักตอบแทนบุญคุณของคุณครูที่ท่านได้อบรมสั่งสอนเรามา”   โดยอาจารย์ชี้ให้เห็นว่านักเรียนจะรักสามัคคีกันจากการเตรียมงาน เตรียมจัดพานพุ่ม ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันไปด้วย และพิธีไหว้ครูก็จะทำให้นักเรียนได้มีช่วงเวลาระลึกถึงสิ่งที่ครูทุ่มเทในการสอน ให้การอบรมสั่งสอนสิ่งต่างๆ ด้วยความรักเหมือนลูกตัวเอง  การตอบแทนพระคุณครูที่ง่ายที่สุดก็คือ การตั้งใจเรียนด้วยความอดทนและพากเพียร ถ้าทำได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมแล้ว และสุดท้ายมันก็เป็นสิ่งดีที่จะย้อนไปส่งผลกับตัวนักเรียนเอง

 

 
อาจารย์ทวีรักษ์  เจียมวรกุลชัย   ดร.โอฬาร  โรจนพรพันธุ์ 

 

              ทางด้าน ดร.โอฬาร  โรจนพรพันธุ์  อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  กล่าวเสริมว่า กิจกรรมพิธีไหว้ครูที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีของไทย ส่วนนึ่ง อาจารย์มองว่าการที่นักศึกษาหรือศิษย์จะดีได้ ต้องขึ้นอยู่กับคุณครูเป็นหลักด้วย ในส่วนกิจกรรมไหว้ครูของคณะฯ สโมสรนักศึกษาเป็นผู้จัดกิจกรรมนี้ ก็เหมือนกับการฝึกไปในตัวด้วย คนที่ได้ที่เข้าร่วมพิธีนื้ คือนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง เหมือนเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษา ได้มีโอกาสแสดงมุทิตาจิตที่ดีต่อครู-อาจารย์ ดังนั้นการแสดงมุทิตาจิตเหมือนเป็นการฝึกให้นักศึกษารู้จักที่จะเป็นผู้ให้

 

               เมื่อเราถามถึงความรู้สึกต่อพิธีไหว้ครูในปัจจุบันว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง อาจารย์ทวีรักษ์ กล่าวว่าแตกต่างไปจากเดิมบ้าง  เพราะด้วยความก้าวหน้าของสังคมปัจจุบัน ก็มีความพยายามจะทำให้งานพิธีไหว้ครูของแต่ละโรงเรียนนั้นมีความเป็นทางการ มีความยิ่งใหญ่มากขึ้น  แต่คิดว่าความเรียบง่ายในแบบสมัยก่อนก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง  และอาจสื่อความรู้สึกของครูกับศิษย์ได้มากกว่า   “อาจารย์คิดว่าพิธีไหว้ครูในปัจจุบันนี้พยายามให้มีความเป็นทางการมากและมักจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น จึงทำให้มีความรู้สึกว่าแตกต่างไปจากพิธีไหว้ครูสมัยก่อนที่จะเป็นพิธีที่เรียบง่าย มีความเป็นกันเอง และอาจจะสร้างความรู้สึกผูกพันธ์ใกล้ชิดระหว่างศิษย์กับครูได้มากกว่า  เราจะเห็นจากอีกอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปมากก็คือการสร้างสรรค์พานไหว้ครู ที่นักเรียนทุกคนร่วมใจกันทำมาเพื่อไหว้ครูนั้น  จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องสวยหรือมีราคาแพง ครูแค่ขอให้นักเรียนให้ร่วมใจกันทำ สามัคคีกันทำให้สำเร็จ และใส่ใจมาจากนักเรียนทุกคน แค่นี้ครูก็ภูมิใจแล้ว”

 

                 ดร.โอฬาร มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ความสำคัญไม่น่าจะอยู่ที่ตัวพิธีการ  แต่น่าจะอยู่ที่ความรู้สึกระหว่างลูกศิษย์กับครูที่จะสื่อถึงกันมากกว่า  พิธีที่จัดขึ้นเป็นแค่โอกาสหนึ่งที่จะแสดงออกต่อกันอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วครูกับศิษย์ก็ต้องเจอกัน และทำกิจกรรมในบทบาทหน้าที่ของตนเองตลอดระยะเวลาที่เป็นครูเป็นศิษย์กันอยู่แล้ว  “อาจารย์มองว่าพิธีนี้เป็นการแสดงความรัก ความกตัญญูที่ลูกศิษย์มีต่อครู และความห่วงใยปรารถนาดีที่ครูมีต่อศิษย์นะครับ  ซึ่งจริงๆ นอกเหนือจากในวันงานพิธี ไม่ว่าจะเป็นครูหรือลูกศิษย์ก็มีบทบาทหน้าที่ของตนเองที่ต้องรับผิดชอบให้ดี และการแสดงออกระหว่างกันที่มันจะสื่อถึงกันได้อยู่แล้ว”

 

คนรุ่นใหม่คิดอย่างไรกับพิธีไหว้ครู

                อีกด้านหนึ่งยังมีคนที่มีบทบาทเป็นศิษย์ ที่จะทำให้พิธีไหว้ครูมีความหมาย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นทุกวันนี้  คนรุ่นใหม่เขาคิดอย่างไรกับพิธีไหว้ครู ยังมีคุณค่า มีความหมาย มีความสำคัญกับเขามากแค่ไหน  ลองฟังความคิดเห็นและความรู้สึกจากน้องแฟกซ์  จิรายุ ไชยมาลา  นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เพิ่งเข้าร่วมพิธีไหว้ครูของคณะฯ ไปเมื่อเร็วๆ นี้ “ผมว่าพิธีไหว้ครูก็เหมือนกับเราได้มาฝากตัวเพื่อเป็นศิษย์ของอาจารย์ แล้วก็ยังได้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ครับ  ทำให้เราได้รู้ว่าต่อจากนี้ไปใครจะเป็นครูผู้สอนเราบ้าง และเราจะต้องตั้งใจเรียน ต้องให้ความสำคัญกับครูที่จะมาสอนเรา”   

 

                 ด้านน้องบี สุทธิดา ชลพานิชกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเดียวกันให้ความเห็นว่า “บีคิดว่าพิธีไหว้ครูเป็นพิธีที่มีความสำคัญค่ะ แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบรูปแบบการจัดพิธีไหว้ครูในปัจจุบันเท่าไหร่ เพราะว่าพิธีไหว้ครูในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นเรื่องการประกวดแข่งขันเรื่องพานไหว้ครู ซึ่งไม่ใช่หัวใจสำคัญของพิธีนี้ อยากให้พิธีการไหว้ครูนั้นเรียบง่ายเพียงแค่มีลูกศิษย์นำดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้ครูแสดงความเคารพและความรู้สึกที่มีต่อคุณครูก็เพียงพอแล้วค่ะ”   

 

   
สุทธิดา ชลพานิชกุล   พงศกร ยืนยัง   จิรายุ ไชยมาลา

 

                 น้องเซเว่น หรือพงศกร ยืนยัง  รุ่นพี่ปี 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่แม้จะผ่านพิธีไหว้ครูมาหลายครั้งจากทั้งโรงเรียนระดับมัธยม หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย ก็เห็นถึงความสำคัญของพิธีไหว้ครูในแง่ของการเป็นคนสำคัญที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้และอบรมสั่งสอนลูกศิษย์  ผมคิดว่าการไหว้ครูก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกับที่เราไหว้พ่อ ไหว้แม่ครับ เพราะว่าครู ก็คืออีกคนหนึ่งที่คอยอบรมสั่งสอนเราให้เรามีความรู้และความคิดครับ”

 

คุณค่าและความหมายในพิธีไหว้ครูเกิดจากอะไร

                พิธีไหว้ครูนั้น ถือเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ที่แสดงออกถึงความเคารพกตเวทิตาจิตต่อผู้มีบุญคุณในด้านการสั่งสอนวิชาการ อบรมคุณงามความดี เป็นโอกาสที่ศิษย์จะได้แสดงออกถึงความรักและระลึกถึงพระคุณของครู ในขณะที่ครูก็จะได้แสดงออกซึ่งความรักและห่วงใยปรารถนาดีที่มีต่อศิษย์   แต่ในมุมมองของคนรุ่นใหม่พิธีไหว้ครูจะมีคุณค่าและความหมายสำหรับพวกเขาอย่างไร  น้องแฟกซ์และน้องบีบอกไปในทิศทางเดียวกันว่าขึ้นอยู่กับความจริงใจของทั้งสองฝ่ายที่จะสื่อถึงกัน “สิ่งที่จะทำให้พิธีไหว้ครูจะมีคุณค่า มีความหมาย ก็คือ ความจริงใจและความเคารพค่ะ อยากให้นักเรียนหรือนักศึกษาพูดกับครูแสดงความรู้สึกที่มีต่อครูด้วยความเคารพ ในขณะที่เชื่อว่านักเรียนเองก็อยากได้รับความรู้สึกรักและปรารถนาดีจากคุณครูเช่นกัน”

 

                ในขณะที่น้องเซเว่น กล่าวว่า พิธีไหว้ครูจะมีคุณค่า มีความหมายเกิดจากความรู้สึกทั้งสองฝ่าย คือ ครูและลูกศิษย์ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาร่วมพิธีเพียงเพราะคิดว่ามันคือหน้าที่ก็ไม่อาจเกิดคุณค่าหรือมีความหมายได้  แต่ถ้าทุกคนมาด้วยความเต็มใจ ด้วยความรู้สึกดีจริงๆ  พิธีการไหว้ครูจะมีคุณค่าและมีความหมายแน่นอนครับ”

 

                สำหรับน้องๆ นักเรียนนักศึกษา เขาคิดว่าพิธีไหว้ครู ควรจะมีต่อไป เพราะถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดี มีสืบทอดต่อกันมานานมากแล้ว  น้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม  เช่น น้องพี นิติพงษ์ อ่ำพิจิตร  น้องมีน  รวิภา วามานนท์  และน้องบิว  นิรุจน์ สาอาจ  บอกกับเราสรุปได้ว่า “พิธีไหว้ครูนั้นควรมีต่อไป เพราะว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานานตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา  ซึ่งเป็นวันที่พวกเราจะได้แสดงความรู้สึก ความรักและความเคารพที่มีต่อคุณครู และยังได้ให้ความสำคัญกับคุณครูด้วย”

 

   
นิรุจน์ สาอาจ   นิติพงษ์ อ่ำพิจิตร   รวิภา วามานนท์

 

                ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของน้องแฟกซ์  น้องบี และเซเว่น  ที่เชื่อว่าพิธีไหว้ครู อย่างน้อยก็เป็นโอกาสที่สร้างสิ่งดีๆ หลายอย่าง  เช่น ความสามัคคีร่วมใจกันทำงานของนักเรียน ในการเตรียมงาน จัดทำพานไหว้ครู  เป็นโอกาสที่จะได้แสดงความเคารพ กตัญญูต่อคุณครู  เป็นโอกาสที่ได้แสดงความห่วงใยและปรารถนาดีของครูที่มีต่อลูกศิษย์ของตนเอง “วัฒนธรรมไทยนั้นสอนให้คนในสังคมรู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ  เมื่อมีวันพ่อ วันแม่ ครูก็เป็นผู้มีพระคุณอีกท่านหนึ่ง ดังนั้นเราก็ควรมีวันที่จะได้ระลึกถึงพระคุณของท่านบ้าง   ซึ่งไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหนการที่ได้มีโอกาสระลึกถึงพระคุณของคนที่เป็นครูในพิธีไหว้ครูก็ยังมีความสำคัญอยู่เสมอ”

 

                 พิธีไหว้ครูนั้น ก็คงเป็นเพียงพิธีกรรมธรรมดารูปแบบหนึ่งเท่านั้น ถ้าครูและศิษย์ไม่ได้เติมใจใส่เข้าไปด้วยการมีส่วนร่วมแสดงความรู้สึกทีดี่ต่อกัน  เราคงได้เห็นแล้วว่าไม่ว่าเวลาจะผันเปลี่ยนหมุนเวียนไปอย่างไร  สภาพสังคมเราจะมีความเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน  แม้รูปแบบของการจัดพิธีไหว้ครูจะได้รับผลกระทบจากความพยายามจะให้อลังการ ยิ่งใหญ่แค่ไหน  แต่สิ่งสำคัญที่ทั้งครูและศิษย์โหยหา  กลับเป็น “ความรู้สึก” ที่ควรมีต่อกัน ความเคารพ ความรักและกตัญญูจากลูกศิษย์  ความห่วงใยหวังดีจากครู คือสิ่งเติมเต็มคุณค่าของพิธีไหว้ครูที่แท้จริง...

 

ณัฐฐา  บุญนำชัย   รายงาน