การศึกษาจะช่วยพัฒนาและยกระดับให้ชีวิตดีขึ้น

              Life on Campus พาไปติดตามเรื่องราวของศิษย์เก่าปริญญาเอกท่านหนึ่ง ที่มีความเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาและยกระดับให้ชีวิตดีขึ้น  และได้พิสูจน์ด้วยตนเอง หลังผ่านการเรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย อย่างหนักหน่วงในระดับปริญญาเอกที่ SIT จนปัจจุบันก้าวขึ้นมามีหน้าที่รับผิดชอบระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายหัวใจหลักของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์  ดร.ธนกร หวังพิพัฒน์วงศ์ หรือ “พี่ศร”

 

ก่อนที่จะมาเป็นนักศึกษาปริญญาเอกในครอบครัว SIT

               “พี่อยากทำงานกับอาจารย์บวรครับ ไม่เคยรู้จักกับท่านเป็นการส่วนตัวหรอก แต่เคยเจอท่านบ้างตามงานต่างๆ เลยลองมาพูดคุยกับอาจารย์ว่า ผมมีเนื้อหาที่สนใจหลายเรื่อง เช่น ผมมีความรู้ทางด้าน network มีประสบการณ์งานเกี่ยวกับ e-learning   ถ้าจะเรียนปริญญาเอกจะทำวิจัยทางด้านไหนดี และสนใจอยากจะเข้าศึกษาต่อที่ SIT อาจารย์ท่านก็แนะนำให้มาสอบ และให้ทำเกี่ยวกับ e-learning  เพราะท่านก็สนใจ  พอตอนสัมภาษณ์ก็มา present งานวิจัยที่สนใจว่ามีไอเดียเกี่ยวกับงานวิจัยอย่างไร มีคณะกรรมการในคณะมานั่งฟัง มาถามคำถามเยอะมาก ซึ่งอาจารย์จะดูว่าเราพอจะมีศักยภาพสามารถทำวิจัยได้ไหม ตอนสมัครมีหลายคนครับ แต่รุ่นนั้นมีพี่ผ่านคนเดียว”

 

ความรู้สึกเมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ SIT

               “ไม่ผิดหวังเลยครับที่เลือกเรียนที่นี่ SIT เพราะที่นี่ไม่ได้มองพี่เป็นแค่นักศึกษา แต่มองพี่เป็นบุคลากรคนหนึ่งที่เข้ามาทำวิจัย จึงมี facility ให้ค่อนข้างสมบูรณ์ อาจารย์บวรก็ให้อิสระทางความคิด อาจารย์จะเป็นผู้คอยไกด์ให้คำแนะนำในหลายๆ เรื่อง ทำให้เรารู้สึกมั่นใจ สบายใจในการศึกษาค้นคว้าเป็นอย่างมาก”

 

การเรียนในระดับปริญญาเอกกับการทำงานวิจัย

            “สำหรับพี่การเรียนปริญญาเอก งานวิจัยต้องตีพิมพ์ conference 2 ครั้ง ลงวารสารนานาชาติ 1 ครั้ง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ายังเป็นแบบนี้อยู่ไหม  ผมตั้งใจไว้ว่าจะจบภายใน 3 ปี ในตอนนั้นเพราะมีภาระงานที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  จึงวางแผนว่า 2 ปีแรก จะต้องตีพิมพ์ conference ปีที่ 3 ต้องเป็น Journal โชคดีที่ทำได้ตามแผน โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์บวร ที่ให้อิสระเต็มที่  จริงๆ การทำงานวิจัยเราจะพบอุปสรรค คือ พอทำไปเรื่อยๆ จะรู้สึกว่า เรื่องนู้นก็น่าสนใจเรื่องนี้ก็น่าสนใจ ก็มักออกนอกเส้นทางไปเรื่อย เพราะฉะนั้นต้องโฟกัสที่งานอย่าให้หลุดจากขอบเขตที่วางไว้ หรือเผลอออกนอกเส้นทาง

 

 

            วิธีการของพี่ก็ง่ายๆ เลย คือ เราต้องการจะทำอะไร พี่ก็เขียนแปะไว้ที่ฝาผนัง จะทำอะไรอันไหนก่อนหลัง แล้วเราก็ไปสู่เป้าหมายที่แปะไว้นั่นล่ะ เพราะไม่งั้นเราจะหลุดออกนอกเส้นทาง การเรียนปริญญาเอกยังมีปีกย่อยอีก เช่น ต้องเรียน Couse work ก่อนแล้วมาทำวิจัย จึงจะตีพิมพ์ ซึ่งกระบวนการทำงานวิจัยและตีพิมพ์ ไม่ได้อยู่กับทางมหาวิทยาลัย หรือคณะ มันอยู่ที่หน่วยงานข้างนอก การส่งงานวิจัยครั้งหนึ่ง ต้องรอ 3 – 4 เดือน กว่าเค้าจะ review เสร็จซึ่งเป็นขั้นตอนที่เสียเวลาและควบคุมไม่ได้   และไม่สามารถส่งหลายๆ ที่พร้อมกันได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ ผิดกฏหมาย  เพราะฉะนั้นต้องส่งทีละที่ อย่างพี่จะเอาตาราง conference ของทั้งปีมาดูว่ามีอะไรบ้าง วางแผนว่าต้องส่งที่ไหน และต้องรู้ลักษณะของเวที conference แต่ละที่ ส่วนใหญ่เค้าจะมีกำหนดวันส่ง review  submission  ประกาศเมื่อไหร่ จะมีตารางให้เราส่ง ที่เราต้องทำคือดูและทำงานของเราไปพร้อมๆ  กัน ข้อดีของการส่งงาน conference คือกลุ่มนักวิชาการจะยินดีช่วยเหลือเรา  บางคนกลัวว่างานยังไม่ดีอย่าเพิ่งส่ง แต่จริงๆ ไม่ใช่ สมมุติเราได้งานมาแล้ว ส่ง conference อาจารย์นักวิชาการจะตั้งใจ comment พอเราได้ comment มาก็มาปรับปรุงผลงานของเราให้ดีขึ้น  ส่วนพื้นฐานของการเป็นนักวิจัยที่ดี คือ หนึ่งต้องชอบอ่าน  สองต้องชอบแก้ปัญหา  การทำงานวิจัยต้องสร้างประเด็นปัญหาของงานวิจัยขึ้นมา เสร็จก็พยายามพิสูจน์หาทางเพื่อจะไปแก้ปัญหาให้ได้ และกระบวนการที่จะแก้ปัญหาจะต้องไปอ่านครับ”

 

การสนับสนุนการทำงานวิจัยของ SIT

               “สำหรับพี่ คณะมีคอมพิวเตอร์ให้ มีห้องทำงานส่วนตัว เวลามาคณะเลยรู้สึกเหมือนมานั่งทำงาน เหมือนเป็นอาจารย์มากกว่า ห้องสมุดก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลได้ เราต้องการวารสารงานวิจัย SIT ก็มีมาให้เต็มที่ ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูล ถ้าวารสารตัวไหนจำเป็นต้องซื้อเพิ่ม คณะก็จะ support ให้ เราไม่เคยมีอุปสรรคเรื่องการค้นคว้าจากฐานข้อมูลงานวิจัยเลย  ถ้าต้องการอะไรมากกว่านี้ ก็มาคุยเพิ่มเติมได้ เช่น ต้องการ Lab พิเศษอะไรประมาณนั้น จริงๆ อยากให้อาจารย์รับนักศึกษาปริญญาเอกเพิ่มครับ จะได้มีเพื่อนเยอะๆ”

 

บอกต่อว่าที่ดอกเตอร์ทั้งหลาย

            “ปริญญาเอกไม่ได้ยากอย่างที่หลายๆ คนคิด แต่ก็ไม่ได้ง่าย คุณสมบัติที่ต้องมีคือรักการอ่านและอดทน ต้องอดทนในการอ่านจนกว่าเราจะตกผลึกได้ ในการเขียน paper ต้องเปิดใจยอมรับ comment เพราะทุกคนที่ review ผลงานล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์มากกว่าเรา  เมื่อรับฟัง comment ก็มาปรับปรุงแก้ไข
            พี่คิดว่า SIT
เป็นคณะที่เหมาะสำหรับคนเรียนปริญญาเอกที่ต้องการอิสระทางด้านความคิด ที่ต้องการการสนับสนุนในทุกสิ่งที่เราอยากได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของภาษาที่มีอาจารย์ชาวต่างชาติมาพูดคุยด้วยทุกอาทิตย์ อุปกรณ์ ฐานข้อมูล มีให้ครบ เราเพียงแค่โฟกัสเกี่ยวกับงานวิจัยที่เราทำได้เลย อาจารย์ทุกท่านก็ให้การสนับสนุนมี brief ให้ช่วย comment ในทุกๆ สัปดาห์ อาทิตย์ละ 3 – 4 คน สลับสับเปลี่ยน ทำให้งานพัฒนาขึ้น”

 

               นั่นคือประสบการณ์ดีๆ จากพี่ศร ที่มาถ่ายทอดให้เราได้ติดตามกัน  ก่อนจากกันไปพี่ศรยังได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่าการทำวิจัย  จะช่วยเรื่องกระบวนความคิดของเราให้เปลี่ยนไป ช่วยสอนให้เราคิดเป็นระบบ ช่วยให้มองภาพใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเราได้อ่านหนังสือเยอะๆ เหมือนความรู้ที่ถูกสะสมโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็จะเห็นภาพในมุมกว้าง เพื่อสามารถที่จะแก้ปัญหาโดยที่ยังสามารถจัดการกับผลกระทบในส่วนอื่นๆ  ได้นั่นเอง