Poppo นกน้อยหัวใจอิสระ แอพลิเคชั่นสังคมออนไลน์เปลี่ยนโลกธุรกิจ

 

 ในโลกทุนนิยม ที่เต็มไปด้วยอุณหภูมิการแข่งขันทางธุรกิจ ที่วัดผลความสำเร็จด้วยชัยชนะ และกำไรสูงสุด อาจกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป เพราะหลายสิ่งหลายอย่างได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแข่งขันแบบมุ่งชัยชนะและต้องการเป็นหนึ่งเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่คือความรับผิดชอบต่อสังคม ความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ และความใส่ใจต่อผู้บริโภค ที่กำลังจะกลายเป็นปัจจัยแห่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว        

          การสร้างแอพลิเคชั่น Web 2.0 ด้วยซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพื่อนำคน 3 กลุ่มคือ ผู้ผลิตสินค้า ผู้โฆษณาสินค้า และผู้บริโภคสินค้ามาพบกันบนเครือข่ายสังคมออนไลน์จึงเกิดขึ้นบนแนวคิด “Opensource Open Mind” ผลงานจาก 3 หนุ่มนักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภายใต้ชื่อ “Poppo” จึงเกิดขึ้น และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากเวทีการแข่งขันประกวดออกแบบแอพพลิเคชั่น Web 2.0 ในชื่อ Open Jive Challenge 2009 โดยบริษัท Sun Microsystems ที่ตั้งโจทย์ในการแข่งขันไว้ว่าต้องเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมแอพพลิเคชั่น Web 2.0 ในแบบโอเพ่นซอร์ส เพื่อใช้งานในเชิงธุรกิจหรือใช้งานระดับประเทศและระดับภูมิภาค ผลงานชิ้นนี้มีความน่าสนใจอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร พื้นที่ Prize & Award ครั้งนี้ จะพาทุกท่านโบยบินไปทำความรู้จักกับเจ้านกน้อย “Poppo” กันครับ

 
 

รู้จักกับ Open Jive Challenge 2009

          Open Jive Challenge เป็นเวทีการแข่งขันทดสอบความรู้ความสามารถทางด้านไอทีสำหรับ นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมแอพพลิเคชั่นเว็บ 2.0 ในแบบโอเพ่นซอร์สเพื่อใช้งานในเชิงธุรกิจ หรือใช้งานระดับประเทศ ซึ่งจัดโดยบริษัท Sun Microsystems โดยการแข่งขันจะกำหนดให้พัฒนาแอพลิเคชั่นจากซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส 3 ตัว คือ JAVA, MySql แล้วรันบนแม่ข่ายที่ชื่อว่า Glassfish ซึ่งผู้ชนะในระดับประเทศจะได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

 

 

 

การรวมตัวกันของ Modificator สามหนุ่มจาก SIT

          หลังจากเห็นทีมรุ่นพี่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาแอพลิเคชั่น ในการแข่งขันรายการเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว (JAVA Jive Regional Challenge 2008) และความท้าทายที่ต้องการจะใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น 3 หนุ่มนักศึกษาจากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (ภาษาอังกฤษ) คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำทีมโดยนายสุทัศน์ รงรอง นายอัครเดช พรรณาภพ และนายวสุธา จิตต์สอิ้ง จึงได้รวมตัวกัน และใช้ชื่อทีมว่า Modificator และรวมหัวกันคิดว่าจะนำแนวทาง Web 2.0 มาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจได้อย่างไร จนในที่สุดก็ได้ไอเดียในการสร้าง Social Network ที่ชื่อ Poppo ขึ้นมา

Social Network สำหรับธุรกิจบนฐานคิดความรับผิดชอบต่อสังคม

          สุทัศน์ รงรอง หนึ่งในทีมผู้พัฒนาแอพลิเคชั่น Poppo เล่าถึงแนวคิดว่า “เรา จะทำอย่างไรให้สามผู้มีหุ้นส่วนร่วมกันในทางธุรกิจคือ ผู้ผลิตสินค้า คนทำโฆษณาสินค้า และผู้บริโภคสินค้าเข้ามาคุยกันบนโต๊ะในโลกออนไลน์ โดยที่เรามีแนวคิด Opensource Open mind ซึ่งหมายความว่าเราทำตลาดที่เปิดบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมันอาจจะขัดกับหลักความเป็นจริงกับแนวทางการตลาดตอนนี้ แต่ถ้าเราปรับตรงนี้ได้ทุกคนจะได้ประโยชน์ จากการใช้ประโยชน์โลกออนไลน์ในการทำธุรกิจสินค้าใหม่ๆ”           

          หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ก็คือ การที่คนรู้จักสินค้าส่วนใหญ่มาจากการโฆษณา เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจร่วมกับเหตุผลด้านคุณภาพในตัวสินค้าเอง ก็เลยคิดว่าโฆษณามันเข้าถึงผู้คนได้ หรือการที่ผู้คนสามารถส่ง Feedback กลับไปหาผู้ผลิตได้ หรือแม้แต่การ Feedback ต่อสิ่งที่ผู้ทำโฆษณานำเสนอ ทำให้ช่วยพัฒนาทั้งสินค้าจากผู้ผลิต และการทำโฆษณาจากผู้ทำโฆษณาอีกด้วย ด้วยข้อดีของเทคโนโลยี Web 2.0 และเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือ Social Network ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่ประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด เพราะได้แสดงพลังที่แท้จริงผ่านเครือข่ายว่าชอบหรือไม่ชอบสินค้าแบบไหน และเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตสินค้ารายย่อย กลุ่ม SME และนักโฆษณาอิสระ ในการเข้าถึงงานและผู้บริโภคนั่นเอง

 

 

     “เราทำสามระบบเลยครับ อยู่บนเว็บเป็นหลัก เป็นตัวแกน มีแจ้งเตือนบนมือถือด้วย ถ้ามีคนโพสต์เข้ามา สำหรับคนที่เป็นเจ้าของ แล้วก็มีตัว Desktop Application ที่ทำงานเป็นแบบ offline ด้วย”  สุทัศน์พูดถึงขอบเขตความสามารถของแอพลิเคชั่นที่ทีมของเขาร่วมกันพัฒนาขึ้น

 

 

นอกเหนือจากรางวัล มันคือ “โอกาสและประสบการณ์”

          ผลงานชิ้นนี้สามารถคว้ามาได้ 2 รางวัล คือ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งประเทศไทย กับรางวัล Market Potential award ซึ่งเป็นรางวัลของแอพลิเคชั่นที่ได้คะแนนมีคุณค่าสูงสุดทางธุรกิจ ซึ่งเป็นคะแนนที่มาจากกรรมการระดับประเทศ ร่วมกับกรรมการภูมิภาค ซึ่งไม่ได้มีรางวัลนี้ในทุกประเทศที่แข่งขัน แต่จะนำผลงานที่ได้รางวัลทั้งหมดส่งไปที่สิงคโปร์ แล้วก็ดูว่าผลงานไหนบ้างที่ควรจะได้ Market Potential แต่ประเทศหนึ่งมีได้แค่รางวัลเดียว ซึ่งในระดับภูมิภาคผลงานชิ้นนี้ก็ยังได้คะแนน Market Potential สูงสุด แต่นอกเหนือจากสองรางวัลที่สามหนุ่มสามารถคว้ามาครองได้ เขาบอกกับเราว่าโอกาสและประสบการณ์ดีๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เขาได้รับ

           “ได้อะไรจากการแข่งขันครั้งนี้เยอะเลยครับ ตอนแรกที่ทำคือได้ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ของ SUN ซึ่งตอนแรกเราก็คิดว่าเขาโฆษณา แต่พอเราเริ่มไปใช้จริงๆ ที่เราเรียน Java มาก็ติดไปในระดับหนึ่งแล้ว พอไปใช้ของเขาจิงๆ ทำให้เรารู้สึกว่าเออ ถ้าเรามาทาง Opensource เนี่ย ก็เป็นทางเลือกที่ดี คือก็ไม่ได้เลวร้ายหรือว่ามันทำงานห่วยแตกอะไร นอกจากนั้นเรายังได้ฝึกการควบคุมการทำงาน ได้ฝึกการแบ่งงานซึ่งเรามีเวลาแค่เดือนเดียว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากมากที่คือทำให้แบ่งเวลาว่าวันนี้เราต้องทำถึงตรงไหน ถึงจะทัน รู้จักการแบ่งเวลา รู้จักการแบ่งหน้าที่ รู้จักการมอบหมายงาน รู้จักการเสียสละมากขึ้น แล้วก็ตัวคุณค่าของรางวัลครับที่เราได้สองรางวัลมาเป็นสองรางวัลที่เป็นใบ เบิกทางที่ดีของเราทั้งสามคน คือเรามีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าสามารถพัฒนาโปรแกรมได้ เรามีศักยภาพพอที่จะพัฒนา Opensource และเราก็มีหัวทางด้านธุรกิจ ทำให้มั่นใจขึ้น อย่างน้อยผมก็เคยผ่านความคิดทางด้านธุรกิจมาแล้ว ที่เหลือก็คือได้เพื่อนใหม่ครับ ได้เพื่อนเยอะเลยจากกิจกรรมในครั้งนี้”

    
            คำตอบของความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะ แม้ว่าในชีวิตจริงเราไม่อาจหลีกเลี่ยงการแข่งขัน และโดยทั่วไปแล้วจุดหมายของการแข่งขันก็คือการทำให้รู้ผลว่าใครควรจะเป็น อันดับที่ 1 ที่ 2 แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราเพิ่มจุดหมายของการแข่งขันไปอีกสักข้อสองข้อ เพื่อให้รู้ว่าทุกอันดับก็มีความสำคัญและเกื้อกูลกันได้ เหมือนกับ “Poppo” นกญี่ปุ่นตัวน้อย ที่จะบินไปตามสถานที่ต่างๆ พบปะผู้คน และเป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในสังคม